การแท้งลูก : สาเหตุการแท้ง อาการแท้งบุตร การรักษา ฯลฯ

การแท้งบุตร การแท้งบุตร หรือ การแท้งลูก (Miscarriage) หมายถึง การสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ซึ่งตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ถูกขับออกมาก่อนตั้งครรภ์ได้ 28 สัปดาห์* ถือเป็นภาวะผิดปกติอย่างหนึ่งของการตั้งครรภ์ ซึ่งพบได้ประมาณ 10-15% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด โดยการแท้งนั้นอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 2-3 สัปดาห์ไปจนถึง 28 สัปดาห์ แต่การแท้งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 4-20 สัปดาห์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 13 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์)

การแท้งบุตรเองโดยธรรมชาติ ในภาษาอังกฤษมักจะใช้คำว่า “Miscarriage” ส่วนคำว่า “Abortion” ที่เห็นใช้กันอยู่บ่อยนั้น ๆ ในความหมายที่แท้จริงแล้วจะหมายถึง “การที่ต้องชักนำให้เกิดการแท้งหรือสื่อถึงนัยของการทำแท้งที่ผิดกฎหมาย” แต่ในประเทศไทยนั้นจะใช้ทั้ง 2 คำนี้ในการสื่อถึงการแท้งเองตามธรรมชาติ ส่วนการทำแท้งที่ผิดกฎหมายนั้นจะใช้คำว่า “Il-legal abortion”

สาเหตุของการแท้ง
คุณแม่หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ทำไมจึงเกิดการแท้งบุตรได้ ทั้ง ๆ ที่อยากมีลูกและพยายามระมัดระวังทุกอย่างแล้ว ?” ซึ่งสาเหตุของการแท้งบุตรนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสาเหตุ ดังนี้

  1. การแท้งบุตรที่เกิดจากทารก ประมาณ 60% หรือประมาณ 3 ใน 4 ของการแท้งทั้งหมดมักเกิดจากความผิดปกติของทารกเป็นหลัก (ความผิดปกติทางด้านโครโมโซม) ซึ่งทารกอาจไม่เจริญเติบโตเลย ไข่ที่ถูกผสมแล้วไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวเด็กได้ ซึ่งมักพบเป็นลักษณะที่เรียกว่า “ไข่ฝ่อ” (Blighted ovum)
  2. การแท้งที่เกิดจากคุณแม่ การแท้งที่เกิดจากความผิดปกติของคุณแม่มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน เช่น
    -คุณแม่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือมีอายุน้อยกว่า 15 ปี
    -เคยมีการแท้งบุตรมาก่อน
    -เคยมีการขูดมดลูกจากสาเหตุอื่น ๆ
    -คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือติดยาเสพติด
    -คุณแม่ที่มีสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ พักผ่อนไม่เพียงพอ
    -มีโรคประจำตัว
    -มีความผิดปกติเกี่ยวกับการสร้างฮอร์โมนจากรังไข่
    -มีภาวะหมู่เลือดของคุณแม่และทารกเข้ากันไม่ได้ (Rh incompatability)
    -ปากมดลูกฉีกขาดมากจากการคลอดครั้งก่อนหรือจากการทำแท้งที่ไม่ถูกวิธี
    -มดลูกมีความผิดปกติ
    -เกิดจากการอักเสบในช่องคลอดและมดลูก การติดเชื้อในร่างกายหรืออุ้งเชิงกราน หรือการอักเสบทั่วร่างกายอย่างรุนแรง
    -เกิดจากการติดเชื้ออย่างรุนแรงจากมารดาและเชื้อโรคได้เคลื่อนผ่านรกไปถึงทารก จนเป็นสาเหตุทำให้ทารกเสียชีวิตและแท้งในเวลาต่อมา
    -การได้รับสารหรือจากการใช้ยาบางชนิด
    -การตั้งใจกินยาขับหรือให้คนทำแท้ง เ
    -คุณแม่ขาดสารอาหารมาก ๆ
    -การได้รับอุบัติเหตุ ทำให้มดลูกได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
    -การทำงานหรือการออกกำลังกาย
  3. การแท้งที่เกิดจากคุณพ่อ เช่น กลุ่มเลือดมีปัญหาหรืออสุจิของคุณพ่อผิดปกติ
  4. ไม่พบสาเหตุ ในบางรายอาจหาสาเหตุไม่ได้หรือไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของการแท้งบุตร

โอกาสในการแท้งบุตร
-สตรีวัยเจริญพันธุ์มีโอกาสแท้งบุตรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-25% เมื่อมีอายุมากขึ้นความเสี่ยงต่อการแท้งก็มีมากขึ้นตามไปด้วย -สตรีตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี มีโอกาสแท้งบุตร 15%
-สตรีตั้งครรภ์อายุ 35-45 ปี มีโอกาสแท้งบุตร 20-35%
-สตรีตั้งครรภ์อายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป มีโอกาสแท้งบุตร 50%
-สตรีที่เคยแท้งบุตรมาก่อน มีโอกาสแท้งบุตรซ้ำ 25%

ชนิดของการแท้งบุตร
คุณแม่แท้งบุตรประมาณ 95% จะมีเลือดออกทางช่องคลอดและมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย อาการแท้งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่บางคนอาจสังเกตเห็นว่ามีส่วนของชิ้นเนื้อคล้ายพุงปลาหลุดปนออกมาจากช่องคลอดด้วย

การแท้งคุกคาม (Threatened abortion)
การแท้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Inevitable abortion)
การแท้งเป็นนิจ หรือ การแท้งเป็นอาจิณ หรือ การแท้งซ้ำ (Recurrent miscarriage, Habitual abortion, Recurrent pregnancy loss – RPL)
การแท้งโดยสมบูรณ์ (Complete abortion)
การแท้งไม่สมบูรณ์ (Incomplete abortion)
การแท้งค้าง (Missed abortion)
การแท้งติดเชื้อ (Septic abortion)

อาการของการแท้งบุตร
อาการเริ่มแรกของการแท้งบุตร คือ การมีเลือดออกทางช่องคลอด ส่วนใหญ่จะมีเลือดออกเล็ก ๆ น้อย ๆ พอเปื้อนผ้าก่อน ต่อมาจะออกมากขึ้นคล้าย ๆ กับประจำเดือน บางคนพอนอนพักผ่อน งดทำงานหนัก เลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ เลือดก็จะหยุดไหลไปได้เองและไม่เกิดการแท้ง แต่บางคนอาจจะมีเลือดออกมาตั้งแต่แรกและมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงเป็นพัก ๆ คล้ายกับการปวดประจำเดือน หรือบางคนที่เคยคลอดบุตรมาแล้วก็อาจรู้สึกเหมือนการปวดท้องคลอด ซึ่งถ้ามีอาการเช่นนี้ก็แสดงว่าเป็นแท้งชนิดที่หลีกเลี่ยงได้ยาก สำหรับอาการเตือนที่บ่งบอกว่าอาจมีการแท้งเกิดขึ้นนั้น ได้แก่ การมีเลือดหรือมูกปนเลือดออกทางช่องคลอด, มีอาการปวดท้องน้อย, มีอาการปวดหลัง (มากกว่าที่เคยเป็น), น้ำหนักตัวลด, รู้สึกว่ามดลูกแข็งตัวหรือบีบตัวบ่อย, รู้สึกท้องมีขนาดเล็กลงหรือไม่โตขึ้นเลย และอาการที่บ่งบอกว่ากำลังตั้งครรภ์หายไป (เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ตึงคัดเต้านม) เป็นต้น

การรักษาการแท้งบุตร
เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นและมีเลือดออกทางช่องคลอด และแพทย์ได้ตรวจวินิจฉัยตามที่กล่าวมาแล้ว ถ้าพบว่าทารกยังปกติดีและคุณแม่เองก็มีอาการไม่มาก (ยังไม่มีตัวอ่อนหลุดออกมาให้เห็น เลือดออกไม่มาก ปวดท้องไม่มาก) แพทย์จะอนุญาตให้คุณแม่กลับบ้านได้ โดยแนะนำให้คุณแม่นอนพักอยู่นิ่ง ๆ ยกขาและสะโพกให้สูงไว้ หยุดทำงาน งดออกกำลังกาย และเว้นการมีเพศสัมพันธ์ (อาจใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อแก้ปวดได้) หลังจากนี้ถ้าเลือดหยุดไหลและไม่มีอาการปวดท้องน้อยแล้วก็เป็นไปได้สูงว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้จะดำเนินต่อไปได้ตามปกติจนครบกำหนดคลอด แต่หากมีเลือดออกทางช่องคลอดมาก ปวดท้องมาก และมีตัวอ่อนหลุดออกมาให้เห็น แสดงว่ามีการแท้งเกิดขึ้นแล้ว ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล คุณแม่ก็จะต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์จะให้การรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ ดังนี้
-ถ้ามีตัวอ่อนหลุดออกมาแล้ว ผู้ป่วยหายปวดท้อง และเลือดออกน้อยลงแพทย์จะให้นอนพัก ถ้ามีอาการซีดแพทย์จะให้ยาบำรุงเลือด แต่ถ้ายังมีเลือดออกมาอยู่เรื่อย ๆ ก็จะฉีดยาบีบมดลูกให้
-ในกรณีที่เป็นการแท้งบุตรครั้งแรกโดยไม่ทราบสาเหตุ สามารถเฝ้ารอดูอาการในครรภ์ต่อไปได้ แต่หากแท้ง 2 ครั้ง แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมต่าง ๆ เพื่อหาสาเหตุ และให้การรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ
-ในกรณีที่เป็นการแท้งคุกคาม ซึ่งเป็นอาการที่แสดงว่ากำลังจะแท้ง หากคุณแม่มาพบแพทย์ได้ทันเวลาและอาการยังไม่รุนแรงมากนัก ประมาณ 50% ก็สามารถดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปได้โดยที่แพทย์จะต้องดูแลเป็นพิเศษ แพทย์อาจให้ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนฉีดเข้ากล้ามเนื้อจนกว่าเลือดจะหยุด อาจต้องเย็บปากมดลูก หรืออาจต้องให้ยาคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดการบีบตัวของมดลูก และให้คุณแม่นอนพักในโรงพยาบาลชั่วระยะเวลาหนึ่ง
-ในกรณีของการแท้งแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แพทย์ต้องขูดมดลูกหรือให้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูก
-ในกรณีของการแท้งเป็นนิจ หากเป็นสาเหตุมาจากตัวมดลูก เช่น มีเนื้องอก การผ่าตัดมดลูกก็เป็นวิธีรักษาที่จะทำให้คุณแม่สามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ แต่หากเป็นความผิดปกติจากพันธุกรรมหรือฮอร์โมนระห่างการตั้งครรภ์แพทย์จะต้องสาเหตุและวิธีป้องกันในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป ส่วนการติดเชื้อบางอย่างที่ไม่ปรากฏอาการ รวมทั้งภาวะขาดอาหารและโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคไต ก็อาจทำให้เกิดการแท้งได้ ดังนั้นจึงควรรักษาให้ดีก่อนการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
-ในกรณีของการแท้งไม่สมบูรณ์ คุณแม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อทำการขูดมดลูก เนื่องจากยังมีสิ่งตกค้างอยู่ในโพรงมดลูกซึ่งจะทำให้คุณแม่มีเลือดออกมาก ถ้าเสียเลือดมาก แพทย์จะให้เลือดเป็นการทดแทน
-ในกรณีของการแท้งค้าง ซึ่งตรวจพบว่าทารกในครรภ์ได้เสียชีวิตได้ ถ้าคุณแม่ยังไม่แท้งเองภายในเวลาอันสมควร แพทย์อาจต้องขูดมดลูกเพื่อนำสิ่งตกค้างออกมา และ/หรือให้ยากระตุ้นบีบตัวของมดลูก เพราะถ้าปล่อยไว้นานเกินกว่า 1 เดือน อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากเลือดไม่แข็งตัวได้ ซึ่งจะทำให้มีเลือดออก เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล มีจุดจ้ำเลือดตามผิวหนังทั่วตัว ถ้ามีบาดแผลแล้วเลือดจะหยุดไหลยาก แพทย์จึงต้องทำการรักษาภาวะเลือดแข็งตัวช้าผิดปกตินี้ก่อนแล้วจึงค่อยนำทารกออกมา
-หากมีภาวะปากมดลูกปิดไม่สนิท และมีการแท้งในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ แพทย์จะทำการเย็บปากมดลูก หรือถ้าหากมีเนื้องอกในโพรงมดลูกที่อาจทำให้เกิดการแท้งซ้ำได้ แพทย์จะตัดเนื้องอกนั้นออก โดยวิธี Hysteroscopic myomectomy หากมีภาวะขาดฮอร์โมนเพศ เช่น โปรเจสเตอโรน (Progesterone) แพทย์จะให้ฮอร์โมนเสริม สำหรับการแท้งอันเนื่องมาจากภูมิต้านทานในร่างกายของแม่มีปฏิกิริยาต่อลูกในครรภ์ เช่น มีกลุ่มเลือด Rh ที่ไม่เข้ากันกับลูก ถ้าคุณแม่ทราบล่วงหน้าและได้ฉีดวัคซีนป้องกันการสร้างภูมิต้านทานดังกล่าวหลังการคลอดในครรภ์แรกทันทีก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ทารกในครรภ์ต่อไปได้รับอันตรายค่ะ